Episodes

  • 27 ม.ค. 65 (เย็น) - ปัจจุบันคือบ้านที่แท้จริง : สตินั่นแหละคือตัวหาใจให้เจอ แล้วก็พาใจกลับมาบ้าน กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัว ทีแรกกลับมาอยู่กับกายก่อน เป็นอุบายให้กลับมาอยู่กับกาย ตอนหลังก็จะรู้ว่า ก็คือการกลับมาอยู่กับปัจจุบันนั่นเอง เพราะบางครั้งปัจจุบัน หรือกิจที่ต้องทำในปัจจุบัน มันอาจจะไม่ใช่เป็นเรื่องของกายก็ได้ เราอาจกำลังคิดเรื่องงานเรื่องการ เราอาจจะกำลังคิดทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ตอนนั้นเรากำลังใช้ความคิด แต่ถ้าเป็นกิจปัจจุบันและเรามีสติอยู่กับการคิดนั้น ไม่วอกแวก ไม่แฉลบคิดเรื่องอื่นอย่างนี้ ก็เรียกว่าอยู่กับปัจจุบันได้

    ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันเป็น ต่อไปการที่เราจะอยู่กับความรู้สึกตัว มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก และต่อไปใจก็จะรู้ว่า ความรู้สึกตัวนี่แหละคือ บ้านของเรา มันก็จะกลับมาๆ บ่อยๆ กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัวบ่อยๆ เวลากายทำอะไร ก็ทำด้วยความรู้สึกตัว เวลาจะพูด ก็พูดด้วยความรู้สึกตัว เวลาจะทำอะไร ก็ทำด้วยความรู้สึกตัว ความหลงก็จะเข้ามาแทรกได้ยาก ความรู้สึกตัวนี่แหละที่คอยปกป้องไม่ให้ความทุกข์ต่างๆเข้ามาเล่นงานจิตใจ หรือถึงแม้ว่ามันจะเข้ามาครองจิตครองใจ แต่ทันทีที่มีความรู้สึกตัวขึ้น ความทุกข์เหล่านั้นก็จะเลือนหายไป เหมือนกับว่าถูกไล่ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ตั้ง เพราะฉะนั้น เราอย่ามัวแต่หาบ้านให้กายอย่างเดียว หรือว่าคิดแต่จะตกแต่งดูแลบ้านที่ก่อด้วยอิฐสร้างด้วยปูนอย่างเดียว ต้องรู้จักหาบ้านให้ใจด้วย และก็รักษาบ้าน ให้ต่อเนื่อง รวมทั้งการรู้จักชักชวน นำพาจิตใจให้กลับมาอยู่กับบ้านอย่างนี้ให้บ่อยๆ คือ กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัวอย่างเนืองๆ แล้วใจก็จะปลอดภัย
  • 27 ม.ค. 65 (เช้า) - อยู่เพื่อเตรียมตัวตาย : ทุกคนก็ต้องเจอสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น รวมทั้งต้องเผชิญกับการสอบไล่ของวิชาชีวิตด้วย หากใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท หมั่นทำความดี เกื้อกูลผู้อื่น และฝึกฝนตนให้เข้าถึงความสงบเย็น ด้วยการมีสติรักษาใจไม่ให้อารมณ์อกุศลครอบงำ และมีปัญญาเห็นแจ้งในความไม่จิรังยั่งยืนของสรรพสิ่ง จนปล่อยวางได้ ก็ย่อมไม่เป็นทุกข์เมื่อประสบความพลัดพรากและความผันผวนต่าง ๆ และสามารถผ่านการสอบไล่วิชาชีวิตได้ในที่สุด

  • Missing episodes?

    Click here to refresh the feed.

  • 26 ม.ค. 65 - อย่าให้ความหลงทำร้ายใจเรา : ถ้าใจเรามีสติเป็นเครื่องรักษา ความหลงก็มาครอบงำจิตได้ยาก ไม่ใช่ว่ามันไม่เกิด แต่ว่ามันก็จะไม่สามารถครอบงำจิตของเราหรือว่าซ้ำเติมจิตใจให้เป็นทุกข์จนกระทั่งกายพลอยย่ำแย่ไปด้วย มันเป็นการปฏิบัติที่ทำได้ตลอดทั้งวัน

    แต่ก็ต้องอาศัยความระลึกได้อยู่บ่อยๆ เพราะว่าบางทีนิสัยความเคยชินเดิมๆ นิสัยที่ชอบหลงชอบลืม นิสัยที่ชอบปล่อยใจลอยไปกับการทำกิจต่างๆที่ว่ามา มันทำให้ความคิดหรือความตั้งใจที่จะรู้เนื้อรู้ตัว มันเลือนหายไป ตั้งใจว่าจะตื่นเช้าขึ้นมา อาบน้ำก็ดี ถูฟันก็ดี เราจะมีสติรู้ตัว เราจะอยู่กับเนื้อกับตัว แต่ว่าพอตื่นขึ้นมาก็ลืม ไม่สามารถจะระลึกได้ อันนี้มันก็เป็นธรรมดา มันอาจจะระลึกขึ้นมาได้หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นไปแล้วเป็นชั่วโมง ไม่เป็นไร ทำใหม่ วันรุ่งขึ้นเอาใหม่ แล้วมันก็ลืมอีก แต่ว่ามันจะนึกได้ไวขึ้น ไวขึ้น ไวขึ้น แต่ก่อนผ่านไปเป็นชั่วโมงจึงนึกได้ แต่ตอนหลังผ่านไป 5 นาทีก็นึกขึ้นมาได้ตอนหลังมันก็นึกมาได้ทันที พอตื่นขึ้นมา เราตั้งใจว่าจะมีสติ มีความรู้สึกตัว อยู่กับการทำกิจต่างๆ อาบน้ำก็รู้ตัว ถูฟันก็มีสติรู้ตัว แต่เดี๋ยวก็ลืมไป ใจลอยตามความเคยชิน ไม่เป็นไร กลับมาทำใหม่ ถ้าเราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันจะดีขึ้น มันจะมีความระลึกได้ไวขึ้น การรู้ทันความคิดและอารมณ์จะเกิดขึ้นได้ไวขึ้น แล้วความรู้สึกตัวก็จะกลับมาได้ถี่ขึ้น ถี่ขึ้น มันเป็นการปฏิบัติที่ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย ขอเพียงแต่ว่า หมั่นทำทุกวันทุกวัน แล้วก็ไม่ท้อไม่ถอย แม้จะลืมแม้จะหลงอย่างไรก็ทำใหม่ อันนี้แหละที่ช่วยที่ทำให้ใจของเราปลอดภัยจากความหลง แล้วก็ห่างไกลจากความทุกข์ที่รุนแรง และถึงแม้ว่ามันจะมาครอบงำจิต ก็สามารถที่จะสลัดมันทิ้งในเวลาไม่นาน

  • 23 ม.ค. 65 - คุณูปการของท่านติช นัท ฮันห์ : เพราะฉะนั้นเรื่องการภาวนากับการทำงานเพื่อสังคม จึงไม่แยกจากกัน คำสอนของท่านยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆที่ดูเหมือนขัดแย้งกันอยู่เสมอ อย่างเช่นท่านบอกว่า ดอกไม้กับขยะ แยกจากกันไม่ออก เพราะว่าดอกไม้เมื่อทิ้งไว้สักพักหรือระยะหนึ่ง ก็กลายเป็นขยะ แล้วขยะในที่สุดก็ก่อเกิดเป็นดอกไม้ เพราะว่าขยะกลายเป็นปุ๋ยให้กับดอกไม้เจริญงอกงาม อันนี้เป็นอิทัปปัจจยตาที่ท่านอธิบายให้เห็นง่ายๆ
     


    รวมทั้งชี้ให้เห็นว่า ทุกสิ่งมันประกอบด้วยสิ่งที่ไม่ใช่มัน อย่างเช่นเก้าอี้ ก็เกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่เก้าอี้ เก้าอี้เกิดจากอะไร เก้าอี้เกิดจากไม้ เกิดจากตะปู เกิดขึ้นมาได้เพราะว่าช่างไม้ ทั้งช่างไม้ก็ดี ตะปูก็ดี กาวก็ดี ไม่ใช่เก้าอี้ แต่เพราะว่ามีสิ่งที่ไม่ใช่เก้าอี้ เก้าอี้จึงเกิดขึ้น อันนี้ท่านสอนเรื่อง “อนัตตา”แล้ว
     


    สอนให้รู้ว่า ตัวเก้าอี้ไม่มี ตัวตนของเก้าอี้แท้ไม่มี มันเกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่เก้าอี้ ซึ่งก็คือสรรพสิ่ง เพราะว่าไม้ก็ดี เกิดขึ้นได้เพราะว่ามีฝน ฝนเกิดขึ้นได้เพราะมีเมฆ เมฆเกิดขึ้นได้เพราะมีพระอาทิตย์ เพราะฉะนั้น ถ้ามองเก้าอี้ก็จะเห็นถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ก้อนเมฆ
     


    มองมาที่ตัวเราแต่ละคน ก็จะเห็นจักรวาลทั้งจักรวาล เพราะฉะนั้น เราก็เกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่เรา อันนี้เป็นการมองความจริงแบบพ้นภาวะที่เรียกว่าทวิภาวะ ซึ่งเป็นการมองที่ลึกซึ้งมากในพระพุทธศาสนาที่ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง
     


    และถ้ามองอย่างนี้ ก็จะพบว่าไม่มีตัวตนของสิ่งใดเลย สิ่งใดไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้เพราะมันล้วนแต่เกิดจากสิ่งอื่น อันนี้คือเรื่องอนัตตาเลย ท่านสอนโดยใช้ภาษาที่ไพเราะ และอุปมาที่เข้าใจง่าย ที่ทำให้เราเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา จนกระทั่งทำให้เห็นว่าความทุกข์กับความตื่นรู้ หรือการพ้นทุกข์ ก็ไม่ได้แยกจากกัน ทุกข์กับความพ้นทุกข์ไม่ได้แยกจากกันเลย
     


    อันนี้ท่านพูดเป็นอุปมาว่าเป็นภาษาอังกฤษ No Mud,No Lotus “ไม่มีโคลนตมก็ไม่มีดอกบัว” มีดอกบัวได้ก็ต้องมีโคลนตม อันนี้เป็นอุปมา โคลนตมคือความทุกข์ อาจจะรวมถึงกิเลสด้วยก็ได้ ดอกบัวคือความตื่นรู้ ความรู้แจ้ง
     


    จะรู้แจ้งได้ก็ต้องอาศัยความทุกข์ ถ้าไม่มีความทุกข์ก็ไม่มีความรู้แจ้ง ความรู้แจ้งคืออะไร ก็คือความพ้นทุกข์ ความทุกข์กับความพ้นทุกข์ หรืออิสระจากความทุกข์ จึงไม่ได้แยกจากกัน
     


    อันนี้เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งมาก แต่ว่าเข้าใจได้ง่าย อันนี้เป็นเอกลักษณ์ของท่านติชนัทฮันห์ และที่สำคัญคือ ชีวิตของท่าน สามารถที่จะเปลี่ยนชีวิตของผู้คนได้เป็นจำนวนมาก แล้วก็ทำให้เกิดกระแสใหม่ในวงการพระพุทธศาสนาซึ่งอาตมาเชื่อว่า ก็คงจะมีผลยั่งยืนไปอีกนานเลยทีเดียว อันนี้ก็เล่าเอาไว้ท่านติชนัทฮันห์ได้มีอิทธิพลอย่างไรกับผู้คนโดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาวอย่างอาตมาจนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้

  • 22 ม.ค. 65 - อ่านใจให้ออก : ฉะนั้นการอ่านที่สำคัญก็คือการอ่านกิเลสออกด้วย ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการอ่านใจตัวอ่านใจตนให้ออก อ่านใจตนให้เป็น อ่านใจตนเป็นก็จะอ่านทุกข์ออก แล้วก็รู้เท่าทันอุบายของกิเลส อ่านเกมของกิเลสออก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะสามารถช่วยทำให้เราสามารถจะออกจากทุกข์ได้ ไม่หลงเชื่อกิเลส

    บางทีกิเลสก็ปั่นหัวเราให้เราพูดจาด่าทอคนที่เขานินทาเราหรือทำอะไรไม่ถูกใจเรา มันก็สรรหาเหตุผลว่า ต้องสั่งสอนไม่อย่างนั้นเขาจะได้ใจ แต่ที่จริงก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไร ไม่ได้หวังดีอะไรกับเขา เพียงแต่ว่าอยากจะเอาชนะเขา หรืออยากจะเร่งงานเขาให้สาแก่ใจ ซึ่งก็เป็นไปตามอำนาจของกิเลส ถ้าอ่านอุบายของกิเลสไม่ออกก็หลงเชื่อคล้อยตาม แล้วก็เพิ่มทุกข์ให้กับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้นจะมีความรู้มากมาย แต่สุดท้ายก็เอาตัวไม่รอด ที่เรียกว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ไม่รอดจากความทุกข์ ไม่รอดจากสิ่งที่เป็นอกุศล ก็เพราะการที่อ่านใจตัวเองไม่ออก
  • 21 ม.ค. 65 - วิถีใหม่เพื่อใจที่ตื่นรู้ : คำว่าวิถีใหม่มี 2 ความหมาย คือ วิถีความเป็นไปของเหตุการณ์ต่างๆ อันนี้เราควบคุมได้ยาก ร่างกาย สังขาร บางทีก็แปรเปลี่ยนไปอยู่แล้ว มันเป็นของแน่นอน จากหนุ่มสาวสู่วัยชรา จากการมีกำลังวังชาก็เริ่มลดน้อยถอยลง นี่คือวิถีใหม่ที่เกิดขึ้นกับทุกคน

    ความปกติธรรมดามันแปรเปลี่ยนไปเรื่อย แต่ก่อนตาดี หูฟังชัด แต่ตอนนี้ตาก็เริ่มฝ้าฟาง หูก็เริ่มตึง ความจำก็เริ่มเลอะเลือน นี่คือความปกติชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นกับทุกคนเมื่อเวลาผ่านไป อันนี้เราคุมได้ยาก แต่สิ่งที่เราทำได้คือวิถีปฏิบัติ วิถีความเป็นไปเราคุมได้ยาก มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แต่วิถีปฏิบัติ เราทำได้ และเราควรจะรีบทำ เมื่อเราพิจารณาว่าวิถีเดิม วิถีแห่งความหลง แห่งความไม่รู้สึกตัว เป็นสิ่งที่ครอบงำกำกับชีวิตเราอยู่ เราก็สร้างวิถีใหม่ขึ้นมา นิ่งได้มากขึ้น วางได้มากขึ้น ที่จริงเราควรใช้สิ่งนี้มาเป็นเครื่องวัดความเจริญก้าวหน้าของคนเรา เมื่อเราอายุมากขึ้น แก่ตัว เราไม่ต้องรอให้แก่ แค่เราอายุมากขึ้น ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น เราควรจะนิ่งได้มากขึ้น วางได้มากขึ้น และรู้สึกตัวได้มากขึ้น ไม่ใช่ว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งงุ่นง่าน หรือว่ายิ่งฉุนเฉียว ยิ่งอารมณ์เสีย เป็นอย่างนี้มากทีเดียว เพราะเขาไม่เห็นคุณค่าของการนิ่ง การวาง ความรู้สึกตัว แต่ถ้าหากว่าเราได้มาเรียนรู้เรื่องของชีวิตมากขึ้น เราก็จะเห็นคุณค่าของสิ่งนี้ และพยายามสร้างวิถีใหม่ให้เป็นไปในทางนี้ มันคือวิถีแห่งความรู้สึกตัว อย่าไปรอให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นแล้วค่อยมานึกถึงการสร้างวิถีใหม่ เราสามารถจะทำได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้
  • 16 ม.ค. 65 - ใช้ทุกอย่างมาสอนใจ : ในยามที่เราโกรธ จะใช้เหตุผลเพื่อให้ความโกรธมันบรรเทา บ่อยครั้งก็ไม่ได้ผล เพราะว่าตัวมันเองก็มาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยไม่มีเหตุไม่มีผลอยู่แล้ว จะใช้เหตุผลระงับความโกรธ มันทำได้ยากในบางครั้ง แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่เอามันอยู่ก็คือ สติ

    เพราะสติไม่ใช่เรื่องของเหตุผล ถ้าสติไว มันรู้ทันความโกรธ แล้วมันก็สามารถที่จะทำให้ความโกรธละลายหายไปได้ เพราะความโกรธมันเกิดขึ้นจากความหลง แต่พอมีสติขึ้นมา ความรู้สึกตัวก็เกิดขึ้น พอความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ความโกรธหายไป ความโกรธก็ค่อยๆจางไป เพราะฉะนั้น คนเรามันก็เจออารมณ์ที่รบกวนแบบนี้อยู่เป็นระยะๆ บางทีก็ไม่รู้สาเหตุ บางทีก็ไม่มีเหตุไม่มีผล เอาเหตุเอาผลกับมันไม่ได้ บางทีเอาถูกเอาผิดกับมันไม่ได้เลย แต่สติมันเอาอยู่ ถ้าสตินั้นไวเร็วพอ ที่โกรธอยู่ดีๆมันหายโกรธเลย แต่ว่าสติจะมาเร็วมาไว เอาอยู่ มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ มันต้องเกิดจากการฝึก
  • 15 ม.ค. 65 (เช้า) - ผิดทีแรก ถูกทีหลัง : สติของเราถ้าหากว่ามันเจออารมณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่ครั้งเดียว ซึ่งยังจำไม่ได้ ต้องเจอหลายๆครั้งถึงจะจำได้ พอมันเกิดขึ้น ก็ไม่ปล่อยให้อารมณ์มาคุกคาม เล่นงานจิตใจ กลับมากำกับจิตให้มันวาง ไม่ไปตอแย ไม่ไปสู้รบตบมือกับอารมณ์นั้น

    พออารมณ์เหล่านั้น ใจไม่ไปยุ่งด้วย ไม่ไปเกี่ยวข้องด้วย มันก็ฝ่อไปเอง เพราะฉะนั้นในเวลาปฏิบัติ ก็ต้องยอมรับมันต้องผิดก่อน แล้วถึงจะถูกทีหลัง หรือควรให้ถูกทีหลัง อย่าไปคิดว่าทำแล้วจิตจะสงบราบเรียบ เป็นปกติ มันไม่ใช่หรอก มันก็ต้องมีอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้น เกิดนิวรณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย อันนี้ธรรมดา จะเรียกว่าเป็นเพราะเราวางใจไม่ถูก พอมันเกิดขึ้นแล้ว เราควรที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นตามมา ก็คือรู้ทันมัน พอรู้ทันมัน อย่างนี้เรียกว่าเราเปลี่ยนผิดให้เป็นถูก หรือว่าผิดทีแรกแต่ว่าทำถูกทีหลัง นักปฏิบัติต้องเจออย่างนี้แหละ มันจะผิดทีแรกเสมอ คือปล่อยให้มีความคิดและอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นมา จนบางทีมันฟุ้งไปเลย แต่ว่าก็มาทำถูกทีหลัง มันจะฟุ้งไม่นาน มันเห็นความฟุ้งแล้วก็จะวาง จิตมันจะวาง ไม่ไปยึด จะมีอารมณ์ใดเกิดขึ้น ทีแรกเกิดเพราะความเผลอ แต่ทีหลังรู้ทัน ก็วางมันลง ไม่ไปตอแยกับมัน ไม่ไปผลักไสต่อต้านมัน จะให้ถูกทีแรกเลยทำไม่ได้หรอก มันต้องผิดก่อน ข้อสำคัญคือว่า ต้องให้ถูกตามมา ไม่ใช่ว่าผิดแล้วผิดอีก ผิดแล้วผิดอีก ผิด 1 ยังไม่พอ ผิด 2 มันจะดีกว่า ถ้าหากทำผิด 1 แต่ว่าทีหลังก็ทำถูก เพราะฉะนั้นยอม ยอมที่ใจมันจะผิดมันจะพลาด ปล่อยให้มีอารมณ์ต่างๆความคิดเกิดขึ้นมากมาย แต่ว่า ผิดแล้ว ก็ทำให้มันถูก คือรู้ทันมัน การรู้ทันคือ การทำถูกคือการวางใจให้ถูก รู้ทันเห็นมัน ไม่ต่อต้าน ไม่ผลักไสมัน แถมยังหาประโยชน์จากมัน เห็นสัจธรรมที่มันแสดงออกมา อันนี้เรียกว่าผิดทีแรกแต่ว่าทำถูกทีหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักปฏิบัติควรจะทำเป็นอาจิณ
  • 14 ม.ค. 65 - อานุภาพของการยอมรับ : ทุกข์บางอย่างเราทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำใจ หรือเรียกว่าทำจิต บางอย่างบรรเทาได้ แต่ว่าก่อนที่จะบรรเทา ควรทำจิตเบื้องต้น ทำจิตหรือทำใจ ทำอย่างไร อย่างแรกที่สุดคือการยอมรับ ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราไม่ยอมรับ ก็จะกลายเป็นการซ้ำเติมตัวเอง แทนที่จะเสียแค่เงิน ใจก็เสียด้วย บางทีถึงกับเสียศูนย์ไปเลย เสียเงินยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเสียศูนย์จะหนักมาก แทนที่จะป่วยแค่กาย ใจก็ป่วยด้วย และหนักกว่าป่วยกายอีก นั่นเป็นเพราะไม่รู้จักทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

    มีเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกใจเราเกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น ใครที่อยู่ในเมืองก็ต้องเจอรถติด สังเกตไหมว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นขณะรถติด เกิดจากอะไร เป็นความทุกข์ชนิดใด มันไม่ใช่ทุกข์กายแต่เป็นทุกข์ใจ ทั้ง ๆ ที่อยู่ในรถติดแอร์ เปิดเพลง มีขนมกินด้วยซ้ำ ไม่มีความทุกข์กาย แต่ทำไมคนจึงไม่ชอบรถติด นั่นเพราะมีความทุกข์ใจ ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่า ทุกข์ใจไม่ได้เกิดจากรถติด แต่เกิดจากการไม่ยอมรับ จิตมันบ่น โวยวาย ตีโพยตีพาย แต่ทันทีที่เรายอมรับได้ ใจสงบเลย
  • 10 ม.ค. 65 - มิตรแท้ในยามยาก : สติเป็นมิตรแท้ในยามยากจริงๆ คนเราในยามที่ยังไม่ยาก ยังไม่เห็นคุณค่าของสติหรอก แต่พอตกอยู่ในความทุกข์ความยากลำบาก ตกอยู่ในภาวะวิกฤต สติจะช่วยประคองใจ ไม่ให้ความทุกข์ครอบงำ ไม่ให้อารมณ์อกุศลต่างๆเข้ามาเล่นงานจิตใจ ไม่หาเรื่องใส่ตัวและก็ไม่ซ้ำเติมให้ตัวเองเป็นทุกข์หนักขึ้น

    สติแม้จะอยู่ในคุกแต่แค่กายเท่านั้น แต่ใจเป็นอิสระได้ ในยามป่วย แค่กายป่วยแต่ใจไม่ป่วย ใจก็ยังเบิกบาน แม้พิการก็พิการแต่กาย แต่ใจสดใส เพราะว่ามีสติความรู้สึกตัวช่วยรักษาใจเอาไว้ เพราะฉะนั้น คนเราต้องนึกถึง การมีเครื่องอารักขาจิตโดยเฉพาะในยามยาก แต่ว่าจะมีเครื่องอารักขาหรือมีมิตรที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลได้เราก็ต้องรู้จักหาตั้งแต่ตอนนี้ในยามที่สุขสบายดี เพราะถ้าหากว่ายากลำบากแล้ว หรือตกทุกข์ได้ยากแล้ว ถึงตอนนั้นเรียกสติหรือว่าจะพึ่งพาสติ มันก็อาจจะยาก ไม่ต้องรอให้เจ็บป่วย หรือไม่ถึงกับติดคุกอะไรหรอก แค่เจอความผิดหวังในอาชีพการงาน ในชีวิตความสัมพันธ์ ถ้าไม่มีมิตรในยามยากก็อาจจะพลาดท่าเสียทีหรือว่าตกระกําลําบากไม่เป็นผู้เป็นคนเลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น การเจริญสติ สร้างสติ รู้จักกับสติให้มากขึ้น บำรุงหล่อเลี้ยงสติให้งอกงาม วันนี้เรารักษาสติ บำรุงสติ วันหน้าสติก็จะบำรุงรักษาเรา แล้วก็เป็นมิตรที่คอยอารักขาเรา อาจจะเป็นอย่างเดียวเท่าที่เรามีก็ได้โดยเฉพาะในยามที่เจอวิกฤต ในยามที่เจอความยากลำบาก
  • 9 ม.ค. 65 (เย็น) - ความจริงคือปกติ : พอเห็นความจริงหรือเข้าถึงความจริง ความปกติก็เกิดขึ้น และอะไรที่จะทำให้เราได้เห็นความจริง โดยเฉพาะความจริงของกายและใจ ความจริงของโลก บางทีก็พูดยากบางทีต้องใช้เวลา เป็น 10 ปีกว่าจะบอกได้ว่าจริงหรือเปล่า เพราะว่าสิ่งที่เป็นความรู้ ผ่านไป 40-50 ปีก็พบว่าเป็นแค่ความเชื่อ หรือเป็นเรื่องที่สมมุติขึ้นมา ความจริงของโลกภายนอก มันก็กำหนดหรือระบุได้ยาก ยืนยันได้ยาก

    แต่ความจริงของกายและใจ เห็นได้ง่ายกว่า ที่เราทุกข์เป็นเพราะว่าเราไม่รู้ ไม่เห็นความจริงของกายและใจ เราไปหลงยึดกับสิ่งที่ไม่จริง โดยเฉพาะไปหลงตัวกูของกูซึ่งจิตปรุงแต่งขึ้นมา ด้วยอำนาจของอวิชชา คือความไม่รู้ ความจริงของกายและใจ อันนี้มันเห็นชัดอยู่แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน เราก็จะเห็นความจริงของกาย เมื่อยกมือ เมื่อเดิน ทุกครั้งที่เรารู้สึกถึงกายเคลื่อนไหว อันนั้นแหละคือความจริง ซึ่งต้องอาศัยความรู้สึกตัว
  • 9 ม.ค. 65 (เช้า) - ปรับใจให้เป็นกลาง : มีคำสอนหนึ่ง อย่างเช่นเรื่องความสะดวกสบาย ท่านสอนให้รู้จักประมาณในความสบาย อย่าสบายมากเกินไป แต่ในอีกแง่หนึ่ง ท่านก็สอนควบคู่กัน ให้รู้จักหาความสบายให้กับตัวเองด้วย คำสอนที่ว่านี้ อย่าไปหลงในความสะดวกสบาย ให้รู้จักประมาณในความสบาย ท่านสอนสำหรับคนที่เพลิดเพลินในความสะดวกสบาย ให้รู้จักประมาณบ้าง แต่ว่ามีบางคนบางพวก พอไม่เพลิดเพลินในความสะดวกสบาย รู้จักประมาณในความสบาย กลายเป็นสุดโต่งไปอีกทางหนึ่งคือ ปฏิเสธความสบายไปเลย พระพุทธเจ้าก็สอนให้รู้จักหาความสบายให้กับตัวเองบ้าง อันนี้อยู่ในธรรมะที่เรียกว่า อายุวัฒนธรรม คือธรรมที่ทำให้อายุยืน เราจะได้ยินคำสอนของครูบาอาจารย์ หรือพระพุทธเจ้าที่บอกว่า อย่าไปให้ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อมาก ให้รู้จักสันโดษ สันโดษ เงินทองที่มี อย่าไปใช้ในการเสพสุข หรืออย่ามัวแต่หาเงินหาทองเพื่อการเสพสุขปรนเปรอตน ให้รู้จักสันโดษ

    แต่กับบางคน ท่านสอนอีกอย่างหนึ่งว่า ให้รู้จักใช้ทรัพย์บ้าง ให้รู้จักใช้ทรัพย์เลี้ยงตัวเองให้มีความสุข เพราะมันก็จะมีคนอีกประเภทหนึ่ง ไม่ฟุ่มเฟือย แต่กลายเป็นคนตระหนี่ไปเลยอันนี้ก็สุดโต่งไปอีกทางหนึ่งเลย สำหรับคนที่ตระหนี่ ไม่ยอมใช้เงินเลย เอาแต่หา เอาแต่เก็บ ท่านก็สอนว่าให้รู้จักเลี้ยงตัวเองให้มีความสุข ไม่ใช่เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงคนอื่นด้วยหรือใช้เงินเพื่อการเกื้อกูลเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม บำรุงสมณะชีพราหมณ์เป็นต้น อันนี้ก็สอนคนที่ตระหนี่ เพราะความตระหนี่เป็นสุดโต่งทางหนึ่ง แต่บางทีคนเราไม่เข้าใจ ไปเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาปฏิเสธเรื่องความสบายหรือการใช้เงินเลี้ยงตัวเองให้มีความสุข อันนี้เป็นเพราะฟังคำสอนอีกแง่หนึ่ง ที่มุ่งสอนให้คนที่เอาแต่ใช้ทรัพย์เพื่อปรนเปรอตน หรือว่าฟุ่มเฟือย ซึ่งมีจำนวนมาก แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่ตรงข้าม ซึ่งก็เป็นโทษเหมือนกัน คือคนที่เอาแต่ตระหนี่ คำสอนของพระพุทธเจ้าหรือในพระพุทธศาสนาจะมีทั้งสองแง่ ในด้านหนึ่งก็ดึงคนที่สุดโต่งไปในทางที่เสพสุข หรือเพลินในความสุขให้กลับมา ระมัดระวังไม่หลงจมมีความสุขมาก หรือคนอีกประเภทหนึ่งจมในความทุกข์มาก หมกมุ่นอยู่ในความทุกข์ ทรมานตน ทำตนให้ลำบาก ก็ดึงให้มารู้จักหาความสบายให้กับตัวเองบ้าง หรือว่ารู้จักใช้ทรัพย์เลี้ยงตัวเองให้มีความสุขบ้าง
  • 8 ม.ค. 65 - ทำอย่างไรจึงจะเห็นผลไว : ทำเล่นๆก็คือการทำโดยที่ไม่อยาก เพราะอยากเมื่อไหร่ มันก็จะไม่เล่น มันก็จะเอาจริงเอาจัง มันจะกลายเป็นหน้าดำคร่ำเคร่ง ทำเล่นๆแต่ทำจริงๆ หรือว่าทำเล่นๆแต่ทำเรื่อยๆ ทำไม่หยุด แล้วก็อย่าไปควบคุมความคิด มันจะคิดมาก ก็ช่างมัน

    ท่านบอกเลยว่ายิ่งคิดก็ยิ่งรู้ ยิ่งรู้คือรู้ทันความคิด อย่าไปรังเกียจความคิดฟุ้งซ่าน เป็นเพราะเราไปรังเกียจมัน ที่เรารังเกียจเพราะว่าเราอยากให้จิตสงบ เราก็เลยไปกดข่มความคิด มันก็เลยทำให้เนิบช้า เพราะว่ายิ่งกดข่มเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเครียด บางคนต้องเลิกทำเลยเพราะร่างกายไม่ไหว ปวดหัว แน่นหน้าอก บางทียกมือค้าง บางคนมือสั่น ทำงานอะไรก็ไม่ได้ เพราะว่าเกร็งมาก เพราะว่าตั้งใจทำมาก ที่ตั้งใจมากเพราะว่าอยากเห็นผลไวๆ อันนี้เพราะไม่ได้ทำเล่นๆ แล้วก็ไปพยายามบังคับควบคุมจิต โดยเฉพาะควบคุมความคิด จับหลักได้คือว่า มันจะเกิดขึ้น ก็ช่างมัน เพียงแต่เห็นมันก็พอแล้ว ไม่เข้าไปเป็น หรือว่า รู้ซื่อๆ ความคิดเกิดขึ้นก็รู้ ไม่ไปไหลตาม ไม่ไปกดข่มมัน ถ้าจับหลักได้ ผลก็จะเกิดขึ้นได้ไว มันไม่มีทางลัดนอกไปจากนี้อีกแล้วเพราะฉะนั้นการปล่อยความอยากให้เกิดผลไวๆ เกิดผลเร็วๆก็ดี ความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่องก็ดี รวมทั้งการจับหลักให้ดี ที่มันจะช่วยทำให้เกิดผลได้เร็วโดยที่ไม่ได้รอคอย
  • 4 ม.ค. 65 - แจ่มแจ้งในความผุดผ่องของจิต : สิ่งที่ทำให้จิตหมองมัว จะว่าไปก็มีอยู่สองชั้น ตัวหนึ่งคือความหลง คือความไม่รู้ตัว อีกตัวหนึ่งคือ อวิชชาคือการไม่รู้ความจริง การเจริญสติ การปฏิบัติธรรม ก็เพื่อทำให้ทีแรกกลับมารู้สึกตัว หรือเกิดความรู้ตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และความรู้ตัวหรือสติช่วยกันทำให้เกิดปัญญา จนกระทั่งทำให้การไม่รู้ความจริงหรืออวิชชาซึ่งเป็นตัวสร้างความหมองมัวอย่างลึกซึ้งมันจางคลายไป

    ถึงตอนนั้นจิตนี้ก็จะผุดผ่องตลอดเวลา เกิดความสงบเย็นที่เราเรียกว่า “นิพพาน” การปฏิบัติถ้าเราทำเป็นขั้นเป็นตอน ทีละขั้นทีละตอน ก็จะนำไปสู่ “ความจริงของจิตที่แสดงถึงความผุดผ่องประภัสสรให้ประจักษ์แก่เราได้อย่างแท้จริง”
  • 3 ม.ค. 65 (เย็น) - เปลี่ยนชีวิต ไม่ผิดทาง : การดำเนินชีวิตของเราเปรียบเหมือนกับการเดินทางแต่ว่าคนส่วนใหญ่ เส้นทางชีวิตไม่ค่อยเป็นเส้นตรงเท่าไหร่ ใหม่ๆอาจจะเป็นเส้นตรง แต่ว่าพอกาลเวลาผ่านไป เส้นทางชีวิตก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนไปทีละนิด ทีละนิด ถ้าไม่ขึ้นก็ลง คือถ้าไปในทางที่ดี ก็ค่อยๆคล้อยไปสู่ทางที่ต่ำ มีไม่มากที่เส้นทางชีวิตของคนเราจะหักเหหรือซิกแซ็ก หักเหในที่นี้หมายความว่าจุดเปลี่ยน หมายความว่าชีวิตไม่ถึงกับหักเห แต่ว่าเปลี่ยนเส้นทาง

    จุดเปลี่ยนของหลายคนคือ ความทุกข์ อย่างบางคนพอเจอปัญหาธุรกิจโดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจวิกฤตเมื่อปี 40 หลายคนก็ถึงกับล้มละลาย ไปไหนไม่รอด ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็เลยหันมาเข้าวัดปฏิบัติธรรม ก็เจอพระธรรม แล้วก็ทำให้ชีวิตน้อมไปในทางธรรมะเห็นความสำคัญของการฝึกจิต เห็นคุณค่าของอริยทรัพย์มากกว่าทางทรัพย์ หลายคนก็เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะ
  • 3 ม.ค. 65 (เช้า) - วิถีใหม่ ชีวิตใหม่ : ไหนๆ ปีใหม่ก็เพิ่งเริ่มต้น เราก็ควรที่จะตั้งใจทำอะไรดีๆ ที่ใหม่กว่าเดิม ให้มันเรียกว่าหลายด้านหลายมุมหน่อย สิ่งดีๆ ที่มันมีคุณค่าต่อจิตใจของเรา มันก็มีอยู่สามอย่าง ก็คือ

    ส่วนที่เกี่ยวกับกาย ส่วนที่เกี่ยวกับใจ แล้วส่วนที่เกี่ยวความสัมพันธ์ เมื่อขึ้นปีใหม่ สิ่งดีๆอย่างหนึ่งที่เราควรทำก็คือว่า เราจะทำสิ่งดีๆ ให้มากขึ้น ที่ไม่เคยทำก็จะทำ ทั้งในเรื่องของกาย เรื่องของจิต และเรื่องของความสัมพันธ์ เอาแค่ทำดีอย่างละประเภทก็แล้วกัน เช่น ในส่วนที่เกี่ยวกับกาย ตั้งใจว่าจะคุมและกินอาหารสุขภาพให้มากขึ้น หรือว่าจะออกกำลังกายให้มากขึ้น ที่ไม่เคยทำเลยก็จะเริ่มทำ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ออกกำลังกาย การเล่นโยคะ อันนี้เป็นส่วนของกายที่เราควรเริ่มทำ หรือทำให้มากขึ้นในปีใหม่ในส่วนของใจ ก็เช่นว่า ฉันจะสวดมนต์เป็นประจำ หรือว่าฉันจะนั่งสมาธิเป็นประจำ ฉันจะเจริญสติทุกวัน อันนี้คือเป็นส่วนเรื่องของใจ
  • 2 ม.ค. 65 - มันก็แค่นั้นแหละ : “แล้วมันก็จะผ่านไป” มันแสดงสัจธรรมข้อหนึ่งคือ ความไม่เที่ยง หรือ”อนิจจัง” ส่วน “มันก็แค่นั้นแหละ” มันแสดงสัจธรรมที่ชื่อว่า “ทุกขัง” คือการที่มันไม่ได้ให้ความสุขกับเราอย่างเต็มที่ อย่างเต็มอิ่ม เพราะทุกอย่างมันพร่อง จึงเรียกว่า เป็น “ทุกขัง”

    นี่ยังไม่นับเมื่อมันเสื่อมมันสลายก็ยิ่งเป็นทุกข์เข้าไปใหญ่ ตอนที่ได้มันมา สุขชั่วคราว แล้วก็รู้สึกเฉยๆ เพราะ “มันก็แค่นั้นแหละ” แต่พอเสียมันไป หรือมันเสื่อมดับไป ก็เสียใจ ความเสื่อม ความเสียหรือการที่มันไม่เป็นไปดั่งใจ ก็เพราะมันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่างๆมากมายที่เราไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ถ้าเราควบคุมได้ มันก็สมหวังดั่งใจ คือไม่เสื่อมไม่เสียไม่แปรเป็นอื่น คนรักก็ยังเหมือนเดิม หรือว่าสุขภาพก็ยังเหมือนเดิม แต่ว่าทั้งหมดนี้มันล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่างๆมากมายที่เราควบคุมไม่ได้ เมื่อเราควบคุมไม่ได้มันก็เลยไม่เป็นไปดั่งใจหวังของเรา และการที่มันควบคุมไม่ได้ หรือไม่สมหวัง เราเรียกว่าทุกข์ ส่วนการที่มันแปรเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัยต่างๆไม่อยู่ในอำนาจของเรา อันนี้เรียกว่า “อนัตตา” อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็นสัจธรรมที่ลึกซึ้ง ซึ่งที่จริงมันก็แฝงอยู่ในวลี 2 วลีนี้แหละ “มันก็แค่นั้นแหละ” แล้วก็ “แล้วมันก็จะผ่านไป” อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บางครั้งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับหลายคน แล้วบางทีมันก็เป็นนามธรรม แต่พอเรานึกถึงหรือใคร่ครวญถึงความจริงที่ว่า “แล้วมันก็จะผ่านไป” หรือว่า “มันก็แค่นั้นแหละ” ถ้าเราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ มันก็จะทำให้เราเข้าใจเรื่องไตรลักษณ์มากขึ้น แล้วก็จะทำให้เราเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆได้ถูกต้อง ไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งต่างๆเพราะว่ามันล้วนแต่แปรเปลี่ยนไป ไม่เที่ยง ความสุขสมหวังก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ระทมก็ไม่เที่ยง แล้วการคาดหวังความสุขอย่างเต็มที่ มันก็ไม่มีทางที่จะสัมฤทธิ์ผลได้ เพราะว่าไม่มีอะไรที่จะให้ความสุขเต็มอิ่มกับเรา ไม่มีอะไรที่จะให้ความสุขเต็มร้อย และยั่งยืนกับเราได้ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้อง ไม่ไปยึดติดถือมั่นกับมัน หรือว่าไม่เป็นทุกข์เมื่อมันแปรเปลี่ยนไป หรือเมื่อมันไม่เป็นไปดั่งใจหวัง
  • 1 ม.ค. 65 - เห็นสุขทุกขณะ ละทุกข์ได้ไว : ถ้าเราอยากให้ปีนี้เป็นปีที่เรามีชีวิตที่ผาสุข ก็ต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบันให้เป็น เป็นนิจ สม่ำเสมอ ไม่ปล่อยใจให้ไหลไปอดีต ไปจมอยู่กับอนาคต จนกระทั่งจิตใจเต็มไปด้วยความโกรธ ความเศร้า ความเครียด ความวิตกกังวล กลับมาอยู่กับปัจจุบัน รวมถึงการที่เราทำอะไรด้วยใจที่เต็มร้อย ไม่วอกแวกหรือปันใจให้กับสิ่งอื่นในขณะที่เรากำลังทำสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้า แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่น อาบน้ำ ถูฟัน ทำครัว จะเป็นงานการใดก็ตาม ขอให้เราทำด้วยใจที่เต็มร้อย คือมีสติอยู่กับสิ่งนั้น ไม่ทำหลายอย่างพร้อมกัน ถ้าเราทำอะไรด้วยใจเต็มร้อย สติของเราก็จะเติบโต สติของเราก็จะมีกำลัง มันไม่เพียงแต่ทำให้เรามีสมาธิในสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น แต่มันยังทำให้เรารู้ทันความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจด้วย

    สติไม่เพียงแต่ช่วยทำให้เราทำกิจต่างๆให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยที่ไม่วอกแวก หรือว่าไม่เฉื่อยชา หรือไม่เกียจคร้านเท่านั้น แต่สติยังทำให้เรารักษาใจไม่ให้ความทุกข์ต่างๆมาครอบงำ เพราะถ้ามีสติจะรู้ทันอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในใจได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเศร้า ความเครียด ความวิตก รวมไปถึงความคิดฟุ้งซ่าน ซึ่งเป็นที่มาของความของความว้าวุ่นในจิตใจของผู้คนในเวลานี้ ถ้าสติของเรามีกำลัง เราก็จะละทุกข์ต่างๆได้ไว โดยเฉพาะเมื่อมีการกระทบเกิดขึ้น เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น หรือว่ามีการสัมผัสกับร่างกาย หรือว่ามีเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้น ที่ชวนให้เราไม่พอใจ หรือไม่เป็นไปดั่งใจ พอรับรู้เข้า ไม่ว่าด้วยตา ด้วยหู มันก็จะเกิดความโกรธ เกิดความผิดหวัง เกิดความเศร้าขึ้นมา แต่ถ้าเรามีสติรู้ทัน มันก็วางอารมณ์เหล่านั้น ไม่ยึด ไม่เกาะเกี่ยว ไม่ปล่อยให้มันมารังควานจิตใจได้ ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันให้เป็น เราจะละทุกข์ได้ไว
  • 31 ธ.ค. 64 - วันดีมีตลอดปี ถ้าเราสามารถที่จะมองเห็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันก็ไม่ยากที่เราจะพบว่า แต่ละวันมันก็เป็นวันที่ดีของชีวิตเรา เราทุกคนก็อยากให้ทุกวันเป็นวันดี แต่ว่าอย่างที่บอก แม้ว่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเราทุกวัน แต่ถ้าใจเรายังขุ่นมัว ใจเรายังคาดหวังความสมบูรณ์แบบ รวมทั้งมองแต่สิ่งที่เป็นลบ เราก็ไม่สามารถจะพบสิ่งดีๆ ในแต่ละวันได้เลย แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเรารู้จักทำใจของเราให้สะอาด ผ่องใส

    ส่วนหนึ่งก็โดยการปลดเปลื้องอารมณ์เก่าๆ ออกไป อีกส่วนหนึ่งก็ด้วยการทำให้เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา ความรู้สึกตัวเป็นสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในใจของเรา แต่เราไม่ตระหนักว่ามันมี หรือไม่เห็นคุณค่าของมันเพียงพอ ถ้าเรามีความรู้สึกตัว ใจที่หมองมัวก็จะกลายเป็นใจที่ใส ใจที่คับแคบก็จะกลายเป็นใจที่โปร่งโล่ง ใจที่ร้อนรุ่มก็จะกลายเป็นใจที่สงบเย็น มันทำให้ใจเราสามารถจะเปิดรับรู้สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ รู้สึกตัวเมื่อไหร่ ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้เราเห็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นข้างหน้าหรือต่อหน้าเราเท่านั้น แต่ยังทำให้ช่วงเวลานั้น ขณะนั้น เป็นช่วงเวลาที่ดีด้วย เพราะเวลามีความรู้สึกตัวเมื่อไหร่ ใจจะโปร่งโล่ง จะเบาสบาย จะสงบเย็น เวลานั้นกลายเป็นเวลาที่ดีทันทีเลย และพอใจเรามีความรู้สึกตัว มันก็ใส มันก็พร้อมจะมองเห็นสิ่งดีๆ ได้

    เพราะฉะนั้น นอกจากการรู้จักมองบวกแล้ว การฝึกจิตให้เรามีใจที่ใสสะอาด เริ่มต้นจากการมีความรู้สึกตัวในแต่ละขณะ รู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จักปลดเปลื้องอารมณ์ที่หมักหมมหรือทำให้ใจหมองมัว เราจะพบสิ่งดีๆ ในแต่ละวันได้ไม่ยาก มองไปท้องฟ้าก็จะเห็นฟ้าที่ใส เมฆที่เบา พลอยทำให้ใจเราเบา มองออกไปนอกตัวก็ง่ายที่เราจะเห็นดอกไม้และต้นไม้ที่เขียวขจี คนยิ้มแย้ม คนที่มีความยินดี เขามีความสุขเราก็รับรู้ได้

    แต่ทั้งหมดนี้เราจะไม่เห็นเลยถ้าใจเราหมองมัว ใจเราจมอยู่กับความคิด หรือว่าหมกมุ่นอยู่กับอดีต มัวแต่กังวลกับอนาคต มันไม่ใช่แค่สิ่งดีๆ ที่มีอยู่รอบตัว แม้ในยามที่เรามีความทุกข์หรือมีทุกข์เกิดขึ้นกับกายของเรา เช่น เจ็บป่วย ถ้าเรามีความรู้สึกตัว มีสติ แม้เจ็บป่วยเราก็ยังสามารถจะพบกับความสุขได้

  • 30 ธ.ค. 64 - ทำอย่างไรให้หายโกรธ : เพราะฉะนั้น เวลาพูดว่า “ทำอย่างไรให้หายโกรธ” มันไม่ใช่แค่โกรธคนอื่น โกรธตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นการให้อภัยเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกันให้อภัยคนที่เขาทำอะไรไม่ถูกใจเรา ถ้าไม่รู้จักการให้อภัยโดยเฉพาะการให้อภัยกับตัวเอง มันก็จะโกรธตัวเอง พอโกรธตัวเองแล้ว ความคิดที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวเอง มันก็จะไม่มี

    นอกจากการให้อภัยแล้ว บางทีการที่เรารู้จักเรียกว่าลงโทษตัวเอง มันก็ช่วยได้เหมือนกัน หลวงปู่บุดดา เวลาท่านโกรธใคร สิ่งหนึ่งที่ท่านทำ คือท่านจะกลับมากราบพระ ไม่ได้แค่กราบ 3 ครั้ง 10 ครั้ง แต่กราบเป็นร้อยครั้ง มันทำให้จำได้ มันทำให้เข็ดหลาบ เวลาจะโกรธครั้งต่อไป นึกถึงกราบ 100 ครั้ง มันก็ได้สติขึ้นมา

    คนเรา ถ้าไม่มีวิธีการกำราบตัวเอง ด้วยการลงโทษแบบนี้ กิเลสหรือตัวโทสะก็จะยังครองจิตครองใจเราเรื่อยไปเพราะมันย่ามใจ แต่พอลงโทษตัวเองด้วยการกราบเป็นร้อยครั้ง มันจำได้ สติมาได้เร็ว

    เพราะฉะนั้น เรื่องการทำงานกับความโกรธ มันต้องอาศัยอุบายหลายอย่าง ทำหลายวิธี แล้วก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอทำเรื่อยๆ เพราะยิ่งทำเรื่อยๆมากเท่าไหร่ สติก็จะมาไวขึ้น เร็วขึ้น พอมีสติ ความโกรธก็จะค่อยๆล่าถอยไป เพราะว่ามันเป็นปฏิปักษ์กัน

    แต่นอกจากสติแล้ว การให้อภัย การมีเมตตาก็สำคัญ แผ่เมตตาให้กับคนที่เราโกรธ แผ่เมตตาให้กับคนที่เรามีเรื่องกระทบ แผ่เมตตาให้กับคนที่ทำไม่ถูกใจเรา แล้วก็แผ่เมตตาให้กับตัวเอง มันก็จะทำให้ความโกรธทุเลาลง